จม

posted on 14 Oct 2010 15:39 by oureyeview

ฉันกำลังกลืนน้ำเข้าไปหลายอึก

 

 

 

รู้ตัวอีกที  ฉันก็ค่อยๆ  จมลงไปใต้น้ำ  ที่ลึกจนเมื่อฉันมองขึ้นไป  ก็พบว่า  ยังห่างไกลจากผิวน้ำมากนัก

 

ฉันทุรนทุราย  ทรมาน  และยิ่งฉันอยากร้องตะโกนเท่าไหร่

 

ยิ่งกลับพบว่า  ฉันยิ่งกลืนน้ำเข้าไปเยอะเท่านั้น

 

ในนาทีนั้น  ฉันคิดว่า  ฉันคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน  อาจจะหมดไป  เมื่อฉันไม่มีแรงยื้อชีวิตฉันไว้ได้

 

 

ฉันจมลงจนถึงพื้นใต้น้ำ

 

 

ความทรมานยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ  อีกความรู้สึกหนึ่งก็คือ  ฉันปล่อยให้ตัวเอง  จมลงมาถึงขนาดนี้ได้อย่างไร

 

 

ถ้าฉันตะเกียกตะกาย ตอนยังไม่ลึกมากกว่านี้  ฉันก็คงไม่พาตัวเองมาไกลถึงขนาดนี้

 

และยิ่งถ้าฉัน  ไม่เผลอตามใจตัวเอง  กระโดดลงมาเล่นน้ำ  ฉันก็คงไม่ต้องมาทรมานแบบนี้

 

 

ยิ่งปล่อยให้ตัวเองคิดมากเท่าไหร่  ตัวฉันก็ไม่ได้ลอยขึ้นสักนิด

 

มีแต่จะทำให้  ความอดทนที่จะหายใจอยู่ใต้น้ำ ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

 

 

ฉันจึงเริ่มพยายามตีขา  และ  ว่ายให้ขึ้นมา 

 

 

ในช่วงแรกที่ฉันพยายามว่ายขึ้น  ฉันออกแรงมาก  เพื่อให้ตัวเองได้พ้นออกจากมันได้ซะที  แต่ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่  ฉันยิ่งเหนื่อย  และเมื่อเหนื่อย  ก็พลอยทำให้ฉันต้องกลับไปจมอยู่ที่เดิม  

 

ฉันพยายามว่ายอีกครั้ง  ตัดสินใจว่า  ฉันจะว่ายแบบไม่กดดันตัวเอง  

อาจจะไปถึงบนบกช้า   แต่ก็ขอให้ฉันได้ไปถึง

 

 

มีในบางจังหวะที่ฉันถอดใจ   แต่ก็ไม่ปล่อยให้ร่างกายหยุดพัก

พยายามไปให้ถึงให้ได้  

 

เพราะถ้าหากสุดท้ายแล้ว  ฉันจะไปไม่ถึง  อย่างน้อย  มันก็เป็นการไปไม่ถึงจากการที่ฉันได้พยายามถึงที่สุด

 

 

 

สักพักที่ลมเย็นๆ ได้พัดมากระทบกับใบหน้าของฉัน   เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า  ฉันขึ้นมาโผล่เหนือน้ำแล้ว

 

ฉันหายใจถี่ๆ  พยายามเอาอากาศเข้าสู่ปอดให้มากที่สุด

 

 

 

ฉันทำได้!

 

 

 

 

เรื่องราวเลวร้ายที่เรามักพบในชีวิต  มีหลายครั้งที่เราหลีกเลี่ยงมัน   ไม่เจอะเจอ

และมีหลายครั้งที่เราเลือกที่จะเผชิญหน้าพบเจอ  เมื่อถึงจุดที่เรารู้สึกแย่ที่สุด  เราก็มักจะถอดใจ

 

 ไม่ทนกับมันต่อไป

 

แต่ถ้าหากเราลองให้ตัวเองจมลงไป  ถึงจุดที่แย่ที่สุด  สุดจะทนไหว   ไม่คิดว่าเราต้องมาทน

 

จุดที่เราต้องพบกับความทุกข์ทรมาน  จนทำให้เราจะถอดใจได้ในทุกเวลา

 

 

เมื่อถึงจุดนึงที่เราผ่านมันไปได้  เราก็จะพบว่า 

 

 

 ไอที่ว่า สุดจะทน  เราก็สามารถทนได้จนถึงที่สุด

 

 

นอกจากจะทำให้เราภูมิใจแล้ว  มันยังเป็นเหมือนภูมิคุ้มกันโรคให้เราด้วย

 

 

มันอาจจะเจ็บเมื่อ ฉีด  แต่มันจะทำให้เรา  รอดจากมันไปได้  หากต้องพบเจอ

 

และเราก็จะไม่หลีกหนีมันต่อไป

 

 

 

ฉันหันหลังกลับไปมอง  บ่อน้ำบ่อนั้น  ที่ฉันเคยจมลงไป  

 

 

 

 

ขอบคุณนะ  : >

 
เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่า ขณะที่ฉันเดินออกจากความวุ่นวายในครัว เพื่อเดินกลับไปหอ


แว๊บหนึ่งฉันมองขึ้นไปบนฟ้า และพบว่า


โอ้ วันนี้ ดาวสวยจัง ไม่น่าเชื่อว่าจะมีดาวเยอะมากมายในคืนนี้ แล้วก็เกิดความคิดหนึ่งในสมองของฉันว่า


ถ้าฉันไม่ได้มองขึ้นไปบนฟ้า ฉันคงไม่เห็นดาว


ในแต่ละวัน ในการใช้ชีวิตของฉัน และฉันก็เชื่อว่า หลายๆคนก็คงไม่ต่าง

ระหว่างที่เราทำสิ่งหนึ่ง เรามักคิดถึงสิ่งหนึ่งหรือหลากหลายสิ่ง

บางสิ่งเป็นสิ่งที่เราทุกข์ใจ บางสิ่งเป็นสิ่งที่ผ่านมาให้เราเบิกบานใจ และมันก็ยังคาติดใจ

สะท้อนเป็นภาพรีรันไปมาภายในตาเรา

เคยเป็นไหม เวลาที่เราอยู่ที่นี่ แต่ใจของเราไปอยู่ที่อื่น หรือกับคนอื่น

มันทำให้ฉันคิดถึง ตอนที่ฉันอยู่มอสอง ขณะเรียนวิชาภาษาไทย ซึ่งมีอาจารย์ที่หลงรักในบะจ่าง กำลังสอนอยู่บอกฉันว่า

“ มิสรู้ ขณะที่มิสสอนอยู่เนี๊ยะ พวกเธอคงไม่ได้ฟังหรอก เอาแต่คิดว่า วันนี้จะกินอะไรดี เดี๋ยวพักกลางวัน ลงไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งกินดีกว่า”

ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมคำพูดนี้ถึงเป็นสิ่งที่ฉันจดจำได้จากเค้า

คำพูดที่ดูเหมือนโคตรไร้สาระ แต่เออก็จริงนะ ฉันคนหนึ่งละ กำลังคิดอยู่ว่า จะลงไปกินไรดี ไม่ได้ฟัง หรือ สนใจอะไรกับภาษาไทยบนกระดานเลย

เหมือนหลายครั้งที่ฉันเดินกลับบ้านยามค่ำคืน อะไรหลายๆอย่างทั้งภายนอก

เช่น ร้านส้มตำน่ากินข้างทาง การกลับมาเล่นเฟสบุ๊ค หรืออะไรที่เกาะติดภายในจิตใจที่ติดตามหลอกหลอน เหมือนหนังเดอะชัตเตอร์ที่มีใครขี่คอ เราอยู่โดยที่เราไม่เคยรู้ ทั้ง ความผิดพลาด ความโศกเศร้า ความสุข หรือความเสียใจ อะไรก็ตาม ทำให้เราเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดิน และสนใจแต่สิ่งเหล่านั้น

โดยลืมไปว่า มีอะไรบางอย่างที่เราลืมสนใจไป

ช่างโชคดีที่วันนี้ฉันไม่ได้พกความรู้สึก หรือด้วยเพราะฉันกินจนพุงขยายตัวเป็นภูเขาขนาดย่อม เลยไม่มีอะไรในใจ หรือนอกกายให้ต้องพะวง

เมื่อใจเรามีแต่ความว่างเปล่า เราจึงเปิดรับ หรือเปิดตามองเห็นอะไรได้กว้างขึ้น เพียงแค่ปรับองศาในการมอง จาก 90 องศา ไปเป็น 180 องศา ก็จะพบเห็นดาวสดใส รอให้เราพบเจออยู่เต็มท้องฟ้า


วันนี้ลองเงยหน้าขึ้นมองฟ้าดูสิ ก็จะพบว่า มีอะไรดีๆ รอให้เราเปิดใจมองอยู่เสมอ

เผื่อโชคดี อาจเจอดาวตกก็ได้นะ
..................: >

ดอกไม้แห้ง

posted on 26 Jul 2009 19:43 by oureyeview

ความรักก็เหมือนดอกไม้

ความรักก็เหมือนดอกไม้แห้งๆเหมือนกัน

ก็มีหลายครั้งที่ดอกไม้มันสวยไม่ใช่เพราะความสวย และมูลค่าแสนแพงของมัน...ว่ามั้ย?

จำได้มั้ยว่ามีกี่ครั้งที่เรารับช่อดอกไม้แสนสวย จากใครบางคนที่สำคัญ

แล้วอะไรที่สำคัญกว่ากันระหว่างความสวยสดชื่นของดอกไม้ กับ การได้รับ

แล้วอีกหลายครั้งที่เราแอบเก็บดอกไม้บางดอกทับใส่สมุดให้มันแห้ง เพื่อที่เราจะได้เก็บรักษามันไว้ได้แสนนาน

สำหรับบางคนแล้วถึงกับเก็บไว้ทั้งช่อเลยทีเดี่ยว

ก็แค่...

เมื่อดอกไม้มันแห้งก็อย่าลืมนึกถึงตอนที่มันเคยเบ่งบาน

และอย่าลืมว่า

ตอนที่มันแห้งแล้วมันก็ยังคงเป็นดอกไม้ดอกเดิมที่ยังคงสวยงามในความทรงจำของเราอยู่ดี

 

เพียงแค่เรามีความรัก เราก็เหมือนเด็ดดอกไม้มาครอบครอง 

เมื่อเด็ดดอกไม้มาใส่แจกัน และแม้ว่าเราจะดูแลมันดีแค่ไหนก็ตาม อย่าลืมว่าในท้ายที่สุดมันก็จะเหี่ยวแห้ง

ถ้ายอมรับตอนที่มันแห้งเหี่ยวไม่ได้ก็อย่าคิดที่จะเด็ดดอกไม้มาเลย...ว่ามั้ย?

ดอกไม้

posted on 26 Jul 2009 11:48 by oureyeview

 

หากเทียบเปอร์เซนต์ของคู่ที่มาอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขไปตลอดรอดฝั่งบนโลกใบนี้

 

จะเห็นว่า  มีอยู่เป็นจำนวนน้อยมาก  อาจเท่ากับ  หนึ่งคู่ใน หนึ่งล้าน คู่  ก็ว่า่ได้

 

ซึ่งไม่รวมถึง  คู่ที่อยู่ด้วยกันยาวนานแบบจำยอม  อย่างไร้ซึ่งความสุข 

 

แม้ใครต่อใครจะบอกว่า  ความรักเป็นสิ่งสวยงาม  

แต่ถ้าได้จ้องมองอย่างลึกซึ้งแล้ว  จะพบว่า  

ความรัก  ก็ไม่ต่างจาก  สิ่งของบนโลกเราทั่วไป

 ตามสัจธรรมบนโลกที่ว่า  "ไม่มีของชิ้นใด หรือสิ่งใดที่จะสามารถสวยงามได้เสมอยั่งยืน"

 

เมื่อดอกไม้เพิ่งแรกแย้ม  ใครต่อใครก็อยากจะได้เป็นเจ้าของ  ไม่ว่าจะต้องเสียกำลังเงินไปเท่าใด

พวกเค้าก็พร้อมจะยอม  แน่นอน  ใครก็อยากเลือกดอกไม้สวยๆ มาปักแจกันทั้งนั้น

 

แต่เมื่อดอกไม้เบ่งบานเต็มที่บนแจกัน  พวกเค้าก็เอาแต่ชื่นชม  เฝ้าถนุถนอม  คอยเปลี่ยนน้ำ  คอมแต่งแต้ม

บางครั้งก็อดใจกับความงามและกลิ่นหอมเย้ายวนของดอกไม้ไม่ไหว  จึงดึงมาดอมดม  ให้สมราคาค่าจับจอง

 

น่าแปลก ที่ดอกไม้ดอกเดิม  แจกันเดิม  แต่เพียงแค่เปลี่ยนเวลา  ความรู้สึกของเจ้าของ  รวมถึง ดัวดอกไม้เอง

กลับต้องเปลี่ยนแปลงไป

 นานวัน  ดอกไม้เริ่มแห้งเหี่ยว

 นานวัน  เจ้าของเริ่มค่อยๆ หมดความสนใจ

 

และน้อยคน  ที่จะคอย เฝ้าดู  ดอกไม้ค่อยๆแห้งเหี่ยวลงและไร้ซึ่งกลิ่นหอมรัญจวน

ก็อย่างที่บอก  ใครล่้ะ  จะอยากมีดอกไม้แห้งๆ ไว้ประดับแจกัน

ดอกไม้ดอกนั้น  จึงถูกนำไปทิ้ง  เพื่อนำดอกไม้ที่ใหม่กว่าและหอมกว่ามาประดับ

 

 

 

 

 

edit @ 26 Jul 2009 12:13:59 by o u r e y e v i e w

งานตลกๆ

posted on 29 Jun 2009 18:37 by oureyeview